เมื่อผมจีบสาวเกาหลี… ชีวิตจริงยิ่งกว่าซีรี่ส์

สวัสดีครับ ผมมีประสบการณ์มาแชร์ให้ได้อ่านกัน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน…

    ผมเป็นหนุ่มโสดมีอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำงานอยู่ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่ง ผมทำงานที่นี่มาได้ 1 ปีกับอีก 2 เดือน บ้านใกล้ที่ทำงานมาก การเดินทางจึงไม่ใช่ปัญหา เพื่อนร่วมงานจะมีทั้งคนไทยและคนเกาหลี ตลอดเวลาที่ทำงานที่นี่ ผมไม่ได้มีเรื่องราวทุกข์ใจอะไร ชีวิตดำเนินไปแบบธรรมดาๆ ทำงานตอนเช้ากลับบ้านตอนเย็น กินข้าวคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ (เพราะผมเน้นกินเร็วแล้วกลับมาทำงาน) กินข้าวกับเพื่อนที่ทำงานนานๆๆๆที และทุกเย็นผมก็ไปเล่นเหวด นั่นคือชีวิตปกติธรรมดาของผม จนกระทั่ง…

    สองเดือนที่แล้ว สาวเกาหลีคนหนึ่งโผล่มาที่ออฟฟิศ ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่ามาจากไหน สัมภาษณ์ไปตอนไหน รู้แค่ว่าวันนี้เธอมาที่นี่ และเธอมาทำงาน… สำหรับผมแล้ว ครั้งแรกที่ได้พบเธอผมไม่ได้รู้สึกสะดุดตาอะไร (เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้ชอบอะไรๆที่เป็นเกาหลีเท่าไหร่ เรียกว่า เฉยๆ ละกันครับ) ผมมองเธอเป็นผู้หญิงต่างชาติมาทำงานเมืองไทย เธอแต่งตัวธรรมดาๆ ไม่ได้ดึงดูด ไม่ได้มีความพิเศษ เธอได้ที่นั่งตรงข้ามกับโต๊ะผมเยื้องไปทางขวาของผม เนื่องจากคอมพิวเตอร์ของผมเองใช้สองจอ จึงมีจอขวามือของผมวางบังหน้าผมกับหน้าของเธอ

    เวลาผ่านไปได้ 2-3 วัน เธอมาทำงานในชุดทำงานที่ผมไม่เคยเห็น เธอใส่เดรสสั้น ดูน่ารัก คนโสดอย่างผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เธอเป็นคนเงียบๆ ไม่คุยอะไรกับใคร แต่ก็ไม่เคยว่างจาก Kakao Talk ซักเท่าไหร่ โลกความเป็นจริงเธอไม่ค่อยสุงสิงใคร ปิดซ่อนตัวเองจากโลก เป็นคนแปลกๆคนหนึ่ง ความลับเยอะ ไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ … ตอนกลางวันผมเลยชวนเธอไปกินข้าว ไปกันสองคน ความสัมพันธ์เริ่มต้นที่มื้อข้าวมื้อนั้น… เธอถามผมว่าใกล้ๆออฟฟิศเธอจะหาข้าวต้มเพื่อกินตอนเช้าได้ที่ไหน สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือทุกวันผมจะซื้อโจ๊กหมูใส่ไข่ไปฝาก ตอนกลางวันผมขี่มอเตอร์ไซค์ของผมพาเธอไปกินข้าว ตกเย็นผมพาเธอไปกินข้าวเย็น ให้ลองกินอาหารไทย รู้จักกับอาหารไทย แกงส้ม ต้มข่าไก่ แกงเขียวหวาน เธอชอบที่ผมทำแบบนั้น และทุกวันผมไปส่งเธอ… ที่หน้าคอนโดของเธอ…

    เรามีกิจกรรมที่ทำกันบ่อยๆคือเรามักจะไปนั่งดื่มเบียร์กัน ผมเองมีเพื่อนสนิทกันมากเปิดร้านเหล้าอยู่ในละแวกบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้ไกลจากออฟฟิศมากนัก ผมบอกเธอว่าผมจะไปนั่งดื่มๆที่ร้านเพื่อน เธอขอไปด้วย… ซึ่งผมก็อยากให้เธอไปอยู่แล้ว ผมก็พาไป และเธอก็ได้เจอกลุ่มเพื่อนสนิทของผม ผมดีใจที่ได้พาเธอมารู้จักกับโลกใบเล็กสีเทาเหงาๆของผมใบนี้

    ครั้งหนึ่งผมไปเดินเล่นกับเธอในวันหยุดสุดสัปดาห์ เราคุยกันมากมายในเรื่องชีวิตส่วนตัว ผมได้ทราบว่าเธอมีแฟนแล้วแต่เธอกำลังจะเลิก เธอคบมา 4 ปี เธอไม่มีความสุขและเธอไม่อยากพูดถึง ผมเองพอทราบก็แอบสะดุดไปนิด ใจนึงผมก็เข็ดเหลือเกินกับคนมีแฟนแล้ว แต่ผมคิดอีกใจว่าไม่เป็นไร ชีวิตตอนนี้ถ้ามีความสุขก็อยู่ไปแบบนี้ อนาคตค่อยว่ากัน นอกจากนั้นผมก็ได้ทราบว่าวันเกิดเธอนั้นตรงกับน้องสาวของผม ผมเฝ้ารอที่จะพาเธอไปกินข้าวดีๆที่ร้านซักร้านบรรยากาศสบาย และผมก็ได้ทำ วันเกิดเธอผมพาเธอไปกินข้าวร้านหรูที่ผมชอบ เธอป้อนกับข้าวใส่ปากผม ผมตกใจ รู้สึกเขิลเป็นบ้า ผมพาเธอไปร้านอาหารในตึกสูงย่านลาดพร้าว วิวโดยรอบสวยงาม เห็นตึกช้าง เห็นเซ็นทรัล เห็นดาวบนฟ้า และผมเห็นเธอ…

    ชีวิตมีความสุขเสียจริง ชีวิตที่มีใครอีกคนให้ดูแล ให้ได้เทคแคร์ ได้จับมือจูงไปที่นั่นที่นี่ ชีวิตมีความสุขเสียจริง เธอมักพูดกับผมว่า “You are my preciuos” ยิ่งได้อ่านได้ฟัง ผมก็ยิ่งมีความสุข ผมโสดมา 10 ปี อยู่กับตัวเอง อยู่กับมโน อยู่กับความเหงาที่ต้องยอมรับ แต่ตอนนี้ไม่เหงาอีกแล้ว ชีวิตช่างมีความสุข…

    ทุกครั้งที่เราออกไปจัดงานกันข้างนอก เราไปทำงาน เธอจะตามผมแจ สูบบุหรี่ด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน เราไม่สนใจนายเรา ประธานบริษัท เพื่อนร่วมงานของเรา เราไม่แคร์สายตาใครจะมอง เราไม่ได้พูด เราไม่ได้บอก เราแค่ทำในสิ่งที่เราจะทำ เราไม่ได้ทำผิด และเราไม่ได้ประเจิดประเจ้อ แต่คนทั้งออฟฟิศก็รู้ว่าเราสองคนมีความพิเศษมอบให้กัน

    “All good things come to those who can wait” คือประโยคที่เธอบอกผม เธอบอกว่าเธอเชื่อคำๆนี้ เธอถามผมว่าผม “รอเธอ” ได้ไหม รอวันที่จะได้รักกัน เธอบอกผมว่าเธอจะคุยกับพ่อแม่เรื่องผม เธอจะเล่าให้พวกท่านฟัง และเธอบอกกับผมว่าพ่อกับแม่ของเธอจะต้องชอบผมแน่ๆ … ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งมีความสุข

    เธอพยายามหาหนังสือ TOEIC เธอพยายามเรียนรู้ภาษาไทย เธออ่านภาษาไทยพอได้แต่เธอไม่เข้าใจความหมาย ผมเองชอบอธิบายครับ ทุกครั้งที่เราเดินด้วยกัน ผมมักจะชวนเธออ่าน อธิบายภาษาไทยให้เธอเข้าใจ ผมบอกว่าเธอมาอยู่นี่เธอควรพูดได้ ครั้งหนึ่งผมเคยให้เธอพูดซื้อบัตรรถไฟฟ้า “พหลโยธิน” เธอไม่พูด เธอบอกว่าเธออาย ผมไม่ช่วยเธอ เพราะอยากให้เธอลอง เธอบอกผมว่า “I think I don’t need Thai book anymore, Because you are MY THAI BOOK!”

    “อ๊ด ต๊ก เก…” ภาษาเกาหลีแปลว่า ทำยังไงดี เธอชอบเวลาผมพูดคำนี้ เธอบอกว่าผมพูดสำเนียงดีมาก ฟังแล้วจั๊กกะจี้ ผมเองจากคนที่ไม่ได้หลงไหลในชนชาตินี้ ก็เผลอหัดจนพูดได้หลายคำมากๆ คือชอกี้ ชีกึม กูดาเม่ อ๊ดต๊กเก “โอเค อะรัตซอออออออ”

    “Jagiya” ในความหมายคือ “ที่รัก” เธอส่งคำๆนี้มาในไลน์พร้อมกับความหมาย เหมือนเธออยากให้ผมเรียกเธอแบบนั้น ซึ่งผมก็เรียกเธอมาตลอด หลายครั้งเธอเรียกผมว่า “Oppa” แน่นอนครับว่าคนไทยจะเข้าใจมันว่าพี่ชาย แต่แท้จริงแล้วในความหมายของมันเป็นได้หลายอย่าง และคำๆนี้ก็ใช้เรียกผู้ชายที่อายุมากกว่าและเป็นแฟนได้ด้วยเช่นกัน..

    ช่วงเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ เราใช้เวลาร่วมกัน ผมพาเธอไปหลายที่ ผมพาเธอไปแม้กระทั่งร้านเหล้าที่ผมกับแก๊งเพื่อนชอบไป คืนหนึ่งผมพาเธอไปดื่มที่นั่น เพื่อนๆผมนัดกัน ผมก็พาเธอมาด้วย สภาพของเราสองคนคือป่วยมากจากการทำงานหนักเต็มสัปดาห์ แต่เราก็มา เราดื่มที่หน้าบาร์แล้วนั่งคุยกัน ผมไม่ได้สนใจเพื่อนๆสนิทของผมเท่าไหร่ ตอนนี้ในหัวมีแต่อยากนั่งอยู่ข้างๆเธอคนนี้ ผู้หญิงคนนี้ ยิ่งดึกยิ่งกรึ่ม เธอดึงมือผมไปโอบเอว เธอจูบคอผม ทิ้งรอยลิปสติกไว้ที่คอ ครับ… เราจูบปากกันอย่างดูดดื่ม … ผมเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ทำไมผมรู้สึกพิเศษ คืนนั้นเราไม่ได้คุยอะไรกันมากอีกแล้ว เธอกอดผมตลอดที่อยู่ที่ร้าน ผมดึงมือออกเธอก็ลากมือผมไปกอดเธออีก … หลังจากแยกย้ายกับเพื่อน ผมพาเธอนั่งแท๊กซี่กลับไปที่คอนโดเธอ เธอนอนซบไหล่ผม บีบมือผม เธอบอกว่าเธอไม่ได้เมา เธอบอกว่าเธอรู้สึกดีจัง … ผมขึ้นไปส่งเธอที่ห้อง เราจูบปากกันในลิฟท์ เรากอดกัน ใจผมก็คิดว่าผมควรทำยังไง ผมเดินจะไปส่งเธอหน้าประตู คนขับแท๊กซี่รอผมอยู่ข้างล่าง เธอผลักผมกลับเข้าลิฟท์ ตาเรามองกัน ประตูลิฟท์ค่อยๆปิด เสียงสุดท้ายที่พูดกันคือ “Bye Bye” … ใช่ครับ ผมกลับบ้าน

    ผมไม่รู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีหรือเปล่าที่ผมไม่ได้ล่วงเกินอะไรเธอ ผมคิดแค่ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์มันกำลังพอเหมาะพอดี กลมกล่อม เธอมาจากแดนไกล และผมให้ความปลอดภัยกับเธอ ดูแลเธอ เพราะนอกจากผมแล้ว ที่นี่เธอไม่น่าจะมีใครดูแลเธอได้

    ครั้งหนึ่งเธอไม่มาทำงาน เธอป่วยหนักจนต้องนอนพักอยู่บ้าน ผมถามเธอว่าต้องการอะไรบ้างไหม เธอบอกว่าไม่เป็นไร เธออยู่ของเธอได้ พรุ่งนี้เจอกัน… เช้าวันต่อมา ผมแวะไปซื้อกุหลาบสีขาว ผมมอบมันให้เธอเมื่อตอนที่ได้เจอกันพร้อมกับโจ๊กที่ผมซื้อให้ทุกเช้าจนเป็นหน้าที่ ผมพูดกับเธอว่า “Welcome back” … เธอยิ้มแก้มแทบแตก

    แต่ก็เหมือนกับรถไฟเหาะ ความรักพุ่งทะยานไต่ความสูงระฟ้า ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งขึ้นยิ่งน่าตื่นเต้น แล้วตอนลงละครับ? ผมขึ้นมาสูงมากๆ มันถึงเวลาที่ความรักนี้ต้องได้รับการพิสูจน์ ยิ่งสูงยิ่งลงเร็ว แรง จนไม่มีเวลารู้ตัวเลยว่า “มันขาลงตั้งแต่ตอนไหน” ผมรู้สึกว่าเราเริ่มห่าง เธอเริ่มทำตัวเก็บเงียบ ถามคำตอบคำ จนครั้งหนึ่งผมไลน์ไปคุยเล่น ประโยคที่ทิ้งไว้ในคืนวันศุกร์คือ “I really care you Jagiya” เธอ Read แต่ไม่ได้ตอบ เสาร์-อาทิตย์ เธอก็ไม่ตอบ เธอหายไปแบบที่ผมเองก็เหนื่อยใจที่จะตาม ผมเงียบดีกว่า เดี๋ยวเธอก็มาตอบของเธอเอง เย็นวันนั้นผมเอามอเตอร์ไซค์ของผมไปเก็บบ้าน แล้วผมขับรถอีกคันออกมาเพื่อหารับเธอไปส่งที่คอนโด รถผมแอร์เสีย เธอรอจนผมมาและผมได้ไปส่ง บนรถเราแทบไม่มีอะไรคุยกัน ผมเหมือนเป็นแท๊กซี่ ผมชวนเธอกินข้าวก่อนกลับ เธอบอกว่า เธอรู้สึกเพลียเธออยากกลับบ้าน ผมเลยส่งเธอที่คอนโดแล้วผมก็กลับ… ฝนเทลงมา ด้วยความที่รถแอร์เสีย ต้องเปิดหน้าต่างขับ ยิ่งถ้าฝนตกแล้วปิดกระจก ฝ้าจะขึ้นกระจกขาวโพลนจนขับรถต่อไม่ได้ วันนั้นผมถามตัวเองว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังทำเพื่อใคร เพื่อเค้า หรือเพื่อตัวเราเอง ผมเปิดกระจกพอให้อากาศถ่ายเท ฝ้าเริ่มขึ้น ผมถอดเสื้อมาเช็ดฝ้ามือหนึ่ง อีกมือหนึ่งประคองพวงมาลัย รถติดมากในยามหัวค่ำ เม็ดฝนกระเด็นสาดเข้ามาในรถ หยดลงที่แขนของผมจนเปียก น้ำตาผมไหล “นี่กูกำลังทำอะไรอยู่?”

    วันจันทร์มาถึงอีกครั้งตามธรรมชาติของเวลา ผมมาที่ออฟฟิศ กุหลาบสีขาวคอหักเสียบอยู่ที่กล่องเสียบปากกาของเธอ กลีบของมันโรยรายเต็มรอบๆโต๊ะ เราเจอกันที่ออฟฟิศ ไม่มองหน้ากัน ไม่คุยกัน เราเหมือนไม่รู้จักกัน … รุ่นน้องเกาหลีที่ผมสนิทคนหนึ่งทักทายผมตอนเช้า มันบอกผมว่ามันเจอผู้หญิงของผมไปเดินกับผู้ชายเกาหลีที่จตุจักรเมื่อวันเสาร์ ผมใจสะเทือนมาก มันเบลอๆ ความรู้สึกมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ … 

    ตั้งแต่วันนั้นเราก็ไม่ได้คุยกัน หน้าไม่มอง ตาไม่มอง ผมทนอึดอัดอยู่ 2-3 วัน ผมทนไม่ไหว ผมนัดเธอไปกินข้าวกลางวัน “We need to talk” ตอนแรกเหมือนเธอจะไม่ไป ผมพูดบังคับ นี่เรื่องสำคัญ เธอจึงมา … ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านเดิม เมนูเดิม โต๊ะเดิม คนเดิม แต่ความรู้สึกแตกต่างไปแล้ว … ผมถามเธอว่า “เป็นอะไรทำไมไม่คุยกัน” เธอบอกผมว่า “ก็พี่ไม่คุยก่อน” ผมบอกเธอว่า “ผมจะคุยก่อนได้ไง ที่ผมไลน์ไปเธออ่านแต่ยังไม่ได้ตอบผมเลย” เธอบอกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร เธอแค่คิดอะไรๆของเธออยู่ ผมบอกเธอว่า “ถ้าแค่เหงา อย่ามาทำแบบนี้ เพราะผมเจ็บมาก และผมอึดอัด” ผมถามเธอว่า “ต่อจากนี้ไป ผมควรอยู่ตรงไหน ผมต้องทำยังไง” เธออ้ำๆอึ้งๆ และตอบผมว่า “Do everything the same” เธอขอให้ผมทำทุกอย่างเหมือนเดิมเหมือนที่ผมเคยทำให้เธอ…

    ผมพยายามทำกับเธอให้เหมือนเดิม แต่เธอไม่เหมือนเดิมกับผม กลางวันเธอเดินไปกินข้าวกับน้องเกาหลีที่ออฟฟิศ ไม่ได้ถามผมซักคำ เธอใช้ชีวิตของเธอในแบบที่เธออยากใช้ ผมไลน์ไปเธอก็ตอบช้า แต่ก็ตอบดี คุยมาคุยไป ทักมาทักไป ก็เท่านั้น… 

    ชีวิตตอนนี้มันช่างขมเสียจริง ผมถามตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมทำอะไรผิด เร็วๆนี้เธอจะกลับเกาหลีหนึ่งสัปดาห์ เธอเล่าว่าถ้าเธอกลับมาที่นี่ แฟนเธอที่นั่นร้องจะตามมาด้วย เธอบอกผมว่าเรายังไปกินข้าวเย็นด้วยกันได้ บางวันผมเมาผมโทรหาเธอ เธอไม่รับ เธอถามว่าโทรทำไม ผมแค่อยากได้ยินเสียง เธอบอกให้ผมไปย้อนฟังคลิปเสียงของเธอสิ แต่สุดท้ายเธอก็อารมณ์ไหนไม่รู้ เธอส่งมาว่า “Sweetie go to bed”

    เอาตรงๆ ผมเดินมาถึงจุดนี้ เพื่อนมากมายให้ข้อคิด เพื่อนเหมือนโค้ชคอยดูนักมวยอย่างผมขึ้นชกกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เพื่อนบางคนโทรหาผมทุกวัน วันละหลายๆรอบ เช็คอารมณ์ผมแบบ Real time เพื่อนบางคนเลี้ยงเหล้าผม บอกผมว่าอย่าอยู่บ้าน มาเจอกัน แล้วทุกอย่างจะดี ผมขอบคุณหลายๆสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากความสัมพันธ์ครั้งนี้ ผมไม่โทษวัฒนธรรม ผมไม่โทษอะไร มันเป็นเรื่องของคนกับคน นิสัยคน และผมก็รู้สึกดีที่ว่า “ครั้งหนึ่งผมเหมือนได้คบกับสาวเกาหลี” ถามว่าเสียใจไหม ผมเสียใจมาก ถามว่าคิดยังไง ผมคิดว่าอดีตได้ผ่านไปแล้ว สิ่งต่างๆที่ดีผมจะเก็บไว้ มันทำให้ผมได้เห็นตัวเอง ได้เจอความสามารถของตัวเอง ว่าถ้าหากผมรักใครหลงใคร “ผมจะสามารถมอบความสุขให้เค้าได้มากขนาดไหน” น่าดีใจที่ผมได้มีโอกาสรู้จักเธอ และขอบคุณที่เธอสอนให้ผมรู้ว่า “ไม่ว่าคนชนชาติไหน ไม่ว่ามันจะเกิดที่ลิปดาองศาใดในโลก ความรักก็ย่อมสวยงามเสมอ” ถึงตอนนี้ผมอาจจะไม่โอเคกับธาตุแท้ของเธอมากนัก ไม่โอเคกับนิสัยจริงๆที่เธอเป็น แต่ถ้ามีโอกาสผมก็อยากบอกกับเธอว่า “Once in my life, I’m really really love you. You are my precious! Saranghaeyo my Jagiya…”